Skip to content

นาฬิกากันน้ำ แต่ทำไมถึงน้ำเข้า?

หลายคนเข้าใจผิดเรื่อง “นาฬิกากันน้ำ” จริงหรือที่ใส่ลงน้ำได้ทุกสถานการณ์?

   นาฬิกากันน้ำ แต่ทำไมถึงน้ำเข้า หลายคนเข้าใจว่าเมื่อนาฬิการะบุว่า “กันน้ำ” (Water Resistant) ก็สามารถใส่ลงน้ำได้ทุกสถานการณ์ แต่ในความเป็นจริง นาฬิกากันน้ำไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันน้ำได้ตลอดไป หรือทนต่อทุกสภาพการใช้งานเสมอไป จึงเป็นสาเหตุที่หลายคนพบปัญหา “นาฬิกาน้ำเข้า” ทั้งที่ตัวเรือนยังระบุว่ากันน้ำอยู่
    บทความนี้จะพาไปดูสาเหตุที่ทำให้นาฬิกาน้ำเข้า และวิธีดูแลเพื่อยืดอายุการใช้งานของนาฬิกาเรือนโปรด

ความหมายของ “กันน้ำ” ที่หลายคนเข้าใจผิด

   ค่าการกันน้ำที่ระบุบนหน้าปัดหรือฝาหลังนาฬิกา เช่น 30M, 50M, 100M หรือ 200M เป็นข้อมูลที่หลายคนมักเข้าใจผิด โดยตัวเลขเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าสามารถสวมใส่ลงไปในน้ำลึกตามระยะที่ระบุได้จริง แต่เป็นค่าที่ได้จากการทดสอบแรงดันน้ำในห้องปฏิบัติการ ภายใต้สภาวะนิ่งและควบคุมตามมาตรฐานเฉพาะ
   ดังนั้น การใช้งานจริงจึงควรพิจารณาตามระดับการกันน้ำของนาฬิกา ดังนี้

  • 30M (3 ATM) : เหมาะสำหรับการล้างมือ หรือโดนละอองฝน
  • 50M (5 ATM) : รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ไม่เหมาะกับการว่ายน้ำ
  • 100M (10 ATM) : สามารถสวมใส่ว่ายน้ำได้
  • 200M (20 ATM) ขึ้นไป : เหมาะสำหรับกิจกรรมทางน้ำและการดำน้ำบางประเภท

   การทำความเข้าใจระดับการกันน้ำอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาน้ำเข้าและช่วยยืดอายุการใช้งานของนาฬิกาได้ในระยะยาว

นาฬิกากันน้ำ แต่ทำไมถึงน้ำเข้า ?

1. ซีลยางเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน 
    ภายในนาฬิกาจะมีซีลยาง (Gasket) ทำหน้าที่ป้องกันน้ำและความชื้นเข้าสู่ตัวเรือน เมื่อใช้งานไปนานๆ ซีลยางอาจแข็งตัว เสื่อมสภาพ หรือแตกร้าวจากความร้อนและการใช้งาน ทำให้ประสิทธิภาพในการกันน้ำลดลง

2. ไม่ได้ตรวจสอบระบบกันน้ำเป็นเวลานาน  
    แม้นาฬิกาจะยังทำงานปกติ แต่ระบบกันน้ำอาจเสื่อมลงโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว โดยเฉพาะนาฬิกาที่มีอายุมากกว่า 2-3 ปี และไม่เคยตรวจเช็กหรือเปลี่ยนซีลยาง

3. กดปุ่มหรือหมุนเม็ดมะยมขณะเปียกน้ำ 
    นาฬิกาหลายรุ่นมีปุ่มกดหรือเม็ดมะยมที่เป็นจุดเสี่ยงต่อการรั่วซึม หากกดปุ่มจับเวลา ปรับเวลา หรือดึงเม็ดมะยมขณะอยู่ในน้ำ อาจทำให้น้ำไหลเข้าสู่เครื่องได้โดยตรง

4. เจอความร้อนหรืออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว 
    การใส่นาฬิกาเข้าห้องซาวน่า แช่น้ำร้อน หรืออาบน้ำอุ่นเป็นประจำ อาจทำให้ซีลยางเสื่อมเร็วขึ้น รวมถึงเกิดการขยายตัวและหดตัวของวัสดุ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการกันน้ำ

5. นาฬิกาเคยตกกระแทก 
    แม้ภายนอกจะดูปกติ แต่แรงกระแทกอาจทำให้ฝาหลัง กระจก หรือซีลภายในเกิดช่องว่างเล็กๆ จนกลายเป็นจุดที่น้ำสามารถซึมเข้าไปได้

สัญญาณเตือนว่านาฬิกาเริ่มมีปัญหาน้ำเข้า

    หากสังเกตพบอาการเหล่านี้ ควรรีบนำนาฬิกาเข้าตรวจเช็กโดยช่างผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว อย่ามองข้ามสัญญาณเหล่านี้ เพราะความชื้นที่สะสมภายในอาจส่งผลเสียต่อกลไกนาฬิกา ทำให้ชิ้นส่วนเกิดสนิม เสื่อมสภาพ หรือเสียหายลุกลาม จนนำไปสู่ค่าซ่อมที่สูงขึ้นในอนาคตได้

  • มีฝ้าหรือไอน้ำเกาะอยู่ด้านในกระจก
  • พบหยดน้ำหรือความชื้นภายในหน้าปัด
  • นาฬิกาเดินช้ากว่าปกติ หรือหยุดเดินเป็นบางครั้ง
  • หน้าปัดเริ่มเปลี่ยนสี เกิดคราบ หรือมีร่องรอยสนิม
  • เข็มนาฬิกาและชิ้นส่วนภายในเกิดการกัดกร่อน

วิธีดูแลนาฬิกากันน้ำให้ใช้งานได้ยาวนาน

  • ตรวจสอบระบบกันน้ำเป็นประจำทุก 1-2 ปี
  • เปลี่ยนซีลยางตามคำแนะนำของช่างผู้เชี่ยวชาญ
  • หลีกเลี่ยงการกดปุ่มหรือปรับเวลาในขณะเปียกน้ำ
  • ล้างน้ำสะอาดหลังสัมผัสน้ำทะเลหรือคลอรีน
  • หลีกเลี่ยงความร้อนสูงและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบฉับพลัน

หากนาฬิกาน้ำเข้า ควรทำอย่างไร?

   หากพบว่ามีน้ำหรือฝ้าเกิดขึ้นภายในนาฬิกา ไม่ควรพยายามแก้ไขด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็น การใช้ไดร์เป่าผม การนำไปตากแดด หรือการเปิดฝาหลังนาฬิกาเอง เนื่องจากอาจทำให้ความชื้นกระจายเข้าสู่ชิ้นส่วนภายในและสร้างความเสียหายมากขึ้น
   วิธีที่เหมาะสมที่สุดคือ รีบนำนาฬิกาเข้าตรวจสอบกับ ศูนย์ซ่อมนาฬิกาที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ช่างทำการตรวจเช็กอย่างละเอียด ทั้งการถอดเครื่อง อบไล่ความชื้น เปลี่ยนซีลยาง ตรวจสอบความเสียหายของชิ้นส่วนภายใน และทดสอบระบบกันน้ำตามมาตรฐานหลังการซ่อม เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจลุกลามและช่วยให้นาฬิกากลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง


สรุป

   แม้นาฬิกาจะมีคุณสมบัติกันน้ำ แต่ระบบกันน้ำไม่ได้คงอยู่ตลอดไป ซีลยางที่เสื่อมสภาพ การใช้งานไม่ถูกวิธี หรือการขาดการตรวจเช็กตามระยะ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำสามารถเข้าสู่ตัวเรือนได้ การดูแลและตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานและรักษามูลค่าของนาฬิกาในระยะยาว

 

 

Hotline สายด่วน! บริการฉุกเฉินด้านนาฬิกา
โทร : 085-686-4433